1. ความหมายอินเทอร์เน็ต
และบริการบนอินเทอร์เน็ต
อินเทอร์เน็ต (Internet) นั้นย่อมาจากคำว่า International network หรือ Inter Connection network หมายถึง เครือข่ายคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงเครือข่ายระบบคอมพิวเตอร์ทั่วโลกเข้าไว้ด้วยกัน โดยอาศัยเครือข่ายโทรคมนาคมเป็นตัวเชื่อมโยงด้วย TCP/IP (Transmission Control Protocol / Internet Protocol) เดียวกันเป็นข้อกำหนด เพื่อให้เกิดการสื่อสารและการแลกเปลี่ยนข้อมูลร่วมกัน วิธีการติดต่อสื่อสารระหว่างคอมพิวเตอร์ในระบบเครือข่ายด้วยโปรโตคอลนี้จะช่วยให้คอมพิวเตอร์ที่มีฮาร์ดแวร์ที่แตกต่างกันสามารถติดต่อถึงกันได้
ความหมายของคำว่าบริการบนเครือข่ายอินเตอร์เน็ต เครือข่ายอินเตอร์เน็ตเป็นเครือข่ายที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นแหล่งรวบรวมความรู้ความบันเทิงไว้จำนวนมหาศาล เปรียบเสมือนกับห้องสมุดขนาดใหญ่ที่สุดในโลก อินเตอร์เน็ต มีกำเนิดจากเหตุผลทางด้านการทหารของประเทศสหรัฐอเมริกา หลังจากที่กระทรวงกลาโหมของสหรัฐอเมริกาได้สนับสนุนโครงการเครือข่ายที่มีชื่อว่า "อาร์พาเน็ต" อันเกิดจากความร่วมมือ กันระหว่างมหาวิทยาลัยชื่อดัง 4 แห่ง เครือข่ายดังกล่าวก็เป็นที่แลกเปลี่ยนข้อมูลความรู้ซึ่งมีประโยชน์มากทั้งทางด้านการศึกษาและการทหาร ภายหลังองค์กรและบริษัทต่างๆ ก็เล็งเห็นประโยชน์ ในการใช้เครือข่ายให้เป็นประโยชน์ จึงได้ขอดำเนินการเชื่อมเครือข่ายของตนเข้าเป็นหนึ่งเดียวกันทำให้ขนาดของเครือข่ายขยายขอบเขตจนครอบคลุมทั่วโลกดังที่เป็นอยู่ใน ปัจจุบันและได้เรียกชื่อ เครือข่ายดังกล่าวใหม่ว่า "เครือข่ายอินเตอร์เน็ต" การติดต่อกันระหว่างคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในเครือข่ายอินเตอร์เน็ตสามารถติดต่อกันได้โดยอาศัยโปรโตคอล TCP/IP ซึ่งในระดับกายภาพภายในเครื่องคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องจะใช้หมายเลข ไอพีแอดเดรสในการอ้างอิงถึงคอมพิวเตอร์ในเครือข่ายซึ่งหมายเลขไอพีจะเป็นเลขขนาด 32 บิต เครื่องแต่ละเครื่องจะต้องมีหมายเลขไอพีที่ไม่ซ้ำกันเลย สำหรับผู้ใช้สามารถใช้ระบบชื่อโดเมน อ้างอิงถึงคอมพิวเตอร์แทนหมายเลขไอพีก็ได้ เนื่องจากสามารถจดจำได้ง่ายกว่าหมายเลขไอพี สำหรับการเชื่อมต่อกับเครือข่ายอินเตอร์เน็ตนั้นสามารถแบ่งออกเป็ น 2 วิธีหลักๆ ได้แก่ การหมุนโทรศัพท์ผ่านโมเด็มและวิธีการเชื่อมต่อโดยตรง ทั้งสองวิธีนั้นทำให้ผู้ใช้สามารถเข้าใช้ บริการต่างๆ ที่มีอยู่หลากหลายบนเครือข่ายอินเตอร์เน็ตได้ ยกตัวอย่างเช่น บริการจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ บริการเข้าใช้ระบบระยะไกล บริการโอนถ่ายแฟ้มข้อมูล บริการค้นหาข้อมูล หรือบริการ สนทนาออนไลน์ เป็นต้น บริการบนอินเตอร์เน็ตอีกหนึ่งบริการที่ถือว่าได้รับความนิยมมากที่สุดในปัจจุบัน ได้แก่ บริการเวิลด์ไวด์เวบ ซึ่งเป็นบริการนำเสนอข้อมูลในรูปแบบของไฮเปอร์เท็กซ์ ซึ่งปัจจุบันสามารถนำเสนอ ในระบบมัลติมีเดียร่วมด้วยได้ รวมเรียกว่าเป็น "ระบบไฮเปอร์มีเดีย" ทำให้บริการเวิลด์ไวด์เวบได้รับความนิยมอย่างสูง เวิลด์ไวด์เวบใช้สถาปัตยกรรมการส่งผ่านข้อมูลระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ แบบ Client/Server ผู้ใช้จะระบุข้อมูลที่ต้องการผ่านโปรแกรมเวบบราวเซอร์ซึ่งจะทำการร้องขอไปยังเวบเซิร์ฟเวอร์โดยใช้โปรโตคอล HTTP เมื่อเวบเซิร์ฟเวอร์ได้รับการร้องขอก็จะส่งข้อมูล ที่ต้องการกลับมาให้เวบบราวเซอร์เพื่อแสดงแก่ผู้ใช้ ด้วยลักษณะเด่นและบริการที่น่าสนใจของบริการต่างๆ บนเครือข่ายอินเตอร์เน็ตทำให้หน่วยงาน และบริษัทต่างๆ สนใจที่จะนำเสนอข้อมูลของตนในเครือข่าย นอกจากนี้ยังมีบริษัทหลายแห่ง ใช้อินเตอร์เน็ตในการทำการค้าซึ่งเรียกว่า "การพาณิชย์อิเล็คทรอนิกส์" ทำให้จำนวนเวบไซต์เพิ่มขึ้นด้วยอัตราที่เร็วรวดมาก ทำให้เครือข่ายอินเตอร์เน็ตมีประโยชน์ทั้งในด้านการทำธุรกิจ การศึกษา การบันเทิง เนื่องด้วยเพราะจำนวนข้อมูล และผู้ใช้งานซึ่งมีจำนวนสูงมากขึ้น
เรื่อยๆ
http://www.thaigoodview.com/node/39427
2.ประวัติความเป็นมาอินเทอร์เน็ต
ในปี พ.ศ. ๒๕๐๐ ประเทศรัสเซียส่งดาวเทียมขึ้นสู่อวกาศได้สำเร็จ กระทรวงกลาโหมของสหรัฐอเมริกาจึงได้รับรู้ว่า เทคโนโลยีชั้นสูงของประเทศยังล้าหลังกว่าของรัสเซีย ซึ่งส่งผลให้เกิดการตื่นตัว ที่จะพัฒนาเทคโนโลยีชั้นสูง รัฐบาลสหรัฐอเมริกาโดยกระทรวงกลาโหม จึงก่อตั้งหน่วยงานวิจัยชั้นสูงที่ชื่อว่า Advanced Research Projects Agency หรือที่รู้จักกันในนามของ ARPA
ต่อมา ในปี พ.ศ. ๒๕๐๘ ARPA ได้ให้ทุนแก่มหาวิทยาลัยของสหรัฐอเมริกา เพื่อการทำวิจัยในหัวข้อเรื่อง เครือข่ายการทำงานร่วมกันของคอมพิวเตอร์แบบแบ่งเวลา (Cooperative network of Time-Shared Computers) หลังจากนั้นอีก ๓ ปี กระทรวงกลาโหมก็ได้สนับสนุนโครงการวิจัยเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ที่ชื่อว่า ARPANET จนกระทั่งในปี พ.ศ. ๒๕๑๒ โครงการ ARPANET ได้เชื่อมโยงคอมพิวเตอร์ของมหาวิทยาลัย ๔ แห่ง เข้าด้วยกัน
ในปี พ.ศ. ๒๕๑๔ เครือข่าย ARPANET ขยายใหญ่ขึ้น และสามารถเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์ของมหาวิทยาลัยต่างๆ ได้ถึง ๒๓ เครื่อง
จากการศึกษาเรื่องเครือข่ายคอมพิวเตอร์ จนถึงระยะเวลานั้น ผู้พัฒนาเครือข่ายหลายคน เริ่มเห็นปัญหาของการเชื่อมโยงระบบคอมพิวเตอร์ที่มีหลากหลายชนิด และหลากหลายผลิตภัณฑ์ จึงทำให้เกิดปัญหายุ่งยากในการเชื่อมโยง แนวความคิดที่จะสร้างระบบเปิดจึงเกิดขึ้น กล่าวคือ กำหนดมาตรฐานกลางที่ผลิตภัณฑ์ทุกยี่ห้อสามารถจะเชื่อมโยงเข้าสู่มาตรฐานนี้ได้
แนวคิดในการเชื่อมโยงเครือข่ายเข้าด้วยกัน และเชื่อมโยงในลักษณะวงกว้าง เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ ดังนั้น ในปี พ.ศ. ๒๕๑๕ ผู้พัฒนาเครือข่ายจึงสร้างโปรโตคอลใหม่ และให้ชื่อว่า TCP/IP (Transmission Control Protocol / Internet Protocol) และให้ชื่อเครือข่ายที่เชื่อมโยงโดยใช้โปรโตคอลนี้ว่า อินเทอร์เน็ต หลังจากนั้น โครงการ ARPANET ได้นำโปรโตคอล TCP/IP ไปใช้
การพัฒนาเครือข่ายคอมพิวเตอร์ได้ดำเนินการต่อมา ถึงแม้ว่าในช่วงหลัง กระทรวงกลาโหมของสหรัฐอเมริกาได้ยกเลิกการสนับสนุน และหันกลับไปทำวิจัย และพัฒนาเอง เครือข่ายนี้ก็เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว และมีการพัฒนามาตรฐานต่างๆ เข้ามาใช้ประกอบร่วมกันอย่างต่อเนื่อง จนในที่สุดได้กลายเป็นมาตรฐานการสื่อสารที่ชื่อว่า TCP/IP และใช้ชื่อเครือข่ายว่า อินเทอร์เน็ต (Internet)
ต่อมาการบริหาร และดำเนินงานเครือข่าย ได้รับการสนับสนุน จากมูลนิธิการศึกษาวิทยาศาสตร์แห่งชาติสหรัฐอเมริกา หรือที่ใช้ชื่อย่อว่า NSF (National Science Foundation) มีการตั้งคณะกรรมการเข้ามาบริหารเครือข่ายกลาง ที่เปิดโอกาสให้ผู้อื่นเข้ามาเชื่อมโยง และได้ดำเนินการ จนอินเทอร์เน็ตกลายเป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่ยิ่งใหญ่ของโลก
สำหรับในประเทศไทย เริ่มเชื่อมโยงเข้าสู่ระบบอินเทอร์เน็ต ตั้งแต่กลางปี พ.ศ. ๒๕๓๐ โดยมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ได้ทำการเชื่อมโยง เพื่อส่งอิเล็กทรอนิกส์เมลกับประเทศออสเตรเลีย ซึ่งทำให้มีระบบอิเล็กทรอนิกส์เมลเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตเป็นครั้งแรก ต่อมาในวันที่ ๒๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๓๕ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เช่าสายวงจรเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตเป็นครั้งแรก ในช่วงระยะเวลาเดียวกันนี้ กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ ก็ได้มีโครงการที่จะเชื่อมโยงเครือข่ายคอมพิวเตอร์ระหว่างมหาวิทยาลัยขึ้น เครือข่ายคอมพิวเตอร์ระหว่างมหาวิทยาลัยในประเทศไทย ได้พัฒนาก้าวหน้าขึ้นเป็นลำดับ จนทำให้มีสถาบันออนไลน์กับอินเทอร์เน็ตเป็นกลุ่มแรก ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลับ มหาวิทยาลับธรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเซีย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ
การพัฒนาเครือข่ายจึงเป็นไปตามกระแส การเชื่อมโยงเข้าสู่ระบบสากล มาตรฐานการเชื่อมโยงเป็นแบบโพรโทคอล TCP/IP ตามมาตรฐานนี้ มีการกำหนดหมายเลขแอดเดรส ให้แก่เครือข่าย และเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยมีการสร้างเป็นลำดับชั้น เพื่อให้การเชื่อมโยงเครือข่ายเป็นระบบ แอดเดรสนี้จึงมีชื่อว่า ไอพีแอดเดรส (IP address)
ไอพีแอดเดรสทุกตัว จะต้องได้รับการลงทะเบียน เพื่อจะได้มีหมายเลขไม่ซ้ำกันทั่วโลก การกำหนดแอดเดรสจะเป็นการกำหนดหมายเลข ให้แก่เครือข่าย
ผู้ใช้เครือข่ายย่อยในเครือข่ายที่เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต จะเป็นสมาชิกของอินเทอร์เน็ต โดยปริยาย เพราะเครื่องคอมพิวเตอร์ของตน สามารถเชื่อมโยงกับเครื่องอื่นๆ ได้ทั่วโลก ผู้ใช้งานอยู่ที่บ้าน สามารถใช้คอมพิวเตอร์จากบ้าน ต่อผ่านโมเด็ม มาที่เครื่องหลัก หลังจากนั้น ก็จะเชื่อมโยงเข้าสู่เครือข่ายต่างๆ ได้ นิสิตนักศึกษาซึ่งอยู่ที่บ้าน จะสามารถติดต่อกับอาจารย์ผู้สอนในมหาวิทยาลัย หรือติดต่อกับเพื่อนๆ ได้ ทั้งในมหาวิทยาลัย และต่างมหาวิทยาลัย หรือในต่างประเทศ
อินเทอร์เน็ตจึงเป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์ มีอัตราการขยายตัวอย่างรวดเร็ว จนคาดกันว่า ในอนาคต เครือข่ายอินเทอร์เน็ตจะเชื่อมโยงคนทั้งโลกเข้าด้วยกัน
เครือข่ายคอมพิวเตอร์ในประเทศไทย สามารถเชื่อมโยงได้ทุกมหาวิทยาลัย โดยมีการเชื่อมโยงเข้าสู่อินเทอร์เน็ต ที่เชื่อมโยงกันในประเทศ ซึ่งจัดการโดยหน่วยบริการอินเทอร์เน็ต หรือที่เรียกว่า ISP (Internet Service Provider) หน่วยบริการ ISP จะมีสายเชื่อมโยงไปยังต่างประเทศเข้าสู่อินเทอร์เน็ต
ในปี พ.ศ. ๒๕๓๕ เครือข่ายระหว่างมหาวิทยาลัยได้เชื่อมโยงกัน โดยมีแกนกลางคือ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่ง ชาติ และให้ชื่อเครือข่ายนี้ว่า เครือข่ายไทยสาร (THAISARN - THAI Social / Scientific, Academic and Research Network) การเชื่อมโยงภายในประเทศ ทำให้ทุกเครือข่ายย่อย สามารถเชื่อมโยงเป็นอินเทอร์เน็ตสากลได้
ต่อมา ในปี พ.ศ. ๒๕๐๘ ARPA ได้ให้ทุนแก่มหาวิทยาลัยของสหรัฐอเมริกา เพื่อการทำวิจัยในหัวข้อเรื่อง เครือข่ายการทำงานร่วมกันของคอมพิวเตอร์แบบแบ่งเวลา (Cooperative network of Time-Shared Computers) หลังจากนั้นอีก ๓ ปี กระทรวงกลาโหมก็ได้สนับสนุนโครงการวิจัยเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ที่ชื่อว่า ARPANET จนกระทั่งในปี พ.ศ. ๒๕๑๒ โครงการ ARPANET ได้เชื่อมโยงคอมพิวเตอร์ของมหาวิทยาลัย ๔ แห่ง เข้าด้วยกัน
ในปี พ.ศ. ๒๕๑๔ เครือข่าย ARPANET ขยายใหญ่ขึ้น และสามารถเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์ของมหาวิทยาลัยต่างๆ ได้ถึง ๒๓ เครื่อง
จากการศึกษาเรื่องเครือข่ายคอมพิวเตอร์ จนถึงระยะเวลานั้น ผู้พัฒนาเครือข่ายหลายคน เริ่มเห็นปัญหาของการเชื่อมโยงระบบคอมพิวเตอร์ที่มีหลากหลายชนิด และหลากหลายผลิตภัณฑ์ จึงทำให้เกิดปัญหายุ่งยากในการเชื่อมโยง แนวความคิดที่จะสร้างระบบเปิดจึงเกิดขึ้น กล่าวคือ กำหนดมาตรฐานกลางที่ผลิตภัณฑ์ทุกยี่ห้อสามารถจะเชื่อมโยงเข้าสู่มาตรฐานนี้ได้
แนวคิดในการเชื่อมโยงเครือข่ายเข้าด้วยกัน และเชื่อมโยงในลักษณะวงกว้าง เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ ดังนั้น ในปี พ.ศ. ๒๕๑๕ ผู้พัฒนาเครือข่ายจึงสร้างโปรโตคอลใหม่ และให้ชื่อว่า TCP/IP (Transmission Control Protocol / Internet Protocol) และให้ชื่อเครือข่ายที่เชื่อมโยงโดยใช้โปรโตคอลนี้ว่า อินเทอร์เน็ต หลังจากนั้น โครงการ ARPANET ได้นำโปรโตคอล TCP/IP ไปใช้
การพัฒนาเครือข่ายคอมพิวเตอร์ได้ดำเนินการต่อมา ถึงแม้ว่าในช่วงหลัง กระทรวงกลาโหมของสหรัฐอเมริกาได้ยกเลิกการสนับสนุน และหันกลับไปทำวิจัย และพัฒนาเอง เครือข่ายนี้ก็เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว และมีการพัฒนามาตรฐานต่างๆ เข้ามาใช้ประกอบร่วมกันอย่างต่อเนื่อง จนในที่สุดได้กลายเป็นมาตรฐานการสื่อสารที่ชื่อว่า TCP/IP และใช้ชื่อเครือข่ายว่า อินเทอร์เน็ต (Internet)
ต่อมาการบริหาร และดำเนินงานเครือข่าย ได้รับการสนับสนุน จากมูลนิธิการศึกษาวิทยาศาสตร์แห่งชาติสหรัฐอเมริกา หรือที่ใช้ชื่อย่อว่า NSF (National Science Foundation) มีการตั้งคณะกรรมการเข้ามาบริหารเครือข่ายกลาง ที่เปิดโอกาสให้ผู้อื่นเข้ามาเชื่อมโยง และได้ดำเนินการ จนอินเทอร์เน็ตกลายเป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่ยิ่งใหญ่ของโลก
สำหรับในประเทศไทย เริ่มเชื่อมโยงเข้าสู่ระบบอินเทอร์เน็ต ตั้งแต่กลางปี พ.ศ. ๒๕๓๐ โดยมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ได้ทำการเชื่อมโยง เพื่อส่งอิเล็กทรอนิกส์เมลกับประเทศออสเตรเลีย ซึ่งทำให้มีระบบอิเล็กทรอนิกส์เมลเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตเป็นครั้งแรก ต่อมาในวันที่ ๒๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๓๕ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เช่าสายวงจรเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตเป็นครั้งแรก ในช่วงระยะเวลาเดียวกันนี้ กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ ก็ได้มีโครงการที่จะเชื่อมโยงเครือข่ายคอมพิวเตอร์ระหว่างมหาวิทยาลัยขึ้น เครือข่ายคอมพิวเตอร์ระหว่างมหาวิทยาลัยในประเทศไทย ได้พัฒนาก้าวหน้าขึ้นเป็นลำดับ จนทำให้มีสถาบันออนไลน์กับอินเทอร์เน็ตเป็นกลุ่มแรก ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลับ มหาวิทยาลับธรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเซีย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ
การพัฒนาเครือข่ายจึงเป็นไปตามกระแส การเชื่อมโยงเข้าสู่ระบบสากล มาตรฐานการเชื่อมโยงเป็นแบบโพรโทคอล TCP/IP ตามมาตรฐานนี้ มีการกำหนดหมายเลขแอดเดรส ให้แก่เครือข่าย และเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยมีการสร้างเป็นลำดับชั้น เพื่อให้การเชื่อมโยงเครือข่ายเป็นระบบ แอดเดรสนี้จึงมีชื่อว่า ไอพีแอดเดรส (IP address)
ไอพีแอดเดรสทุกตัว จะต้องได้รับการลงทะเบียน เพื่อจะได้มีหมายเลขไม่ซ้ำกันทั่วโลก การกำหนดแอดเดรสจะเป็นการกำหนดหมายเลข ให้แก่เครือข่าย
ผู้ใช้เครือข่ายย่อยในเครือข่ายที่เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต จะเป็นสมาชิกของอินเทอร์เน็ต โดยปริยาย เพราะเครื่องคอมพิวเตอร์ของตน สามารถเชื่อมโยงกับเครื่องอื่นๆ ได้ทั่วโลก ผู้ใช้งานอยู่ที่บ้าน สามารถใช้คอมพิวเตอร์จากบ้าน ต่อผ่านโมเด็ม มาที่เครื่องหลัก หลังจากนั้น ก็จะเชื่อมโยงเข้าสู่เครือข่ายต่างๆ ได้ นิสิตนักศึกษาซึ่งอยู่ที่บ้าน จะสามารถติดต่อกับอาจารย์ผู้สอนในมหาวิทยาลัย หรือติดต่อกับเพื่อนๆ ได้ ทั้งในมหาวิทยาลัย และต่างมหาวิทยาลัย หรือในต่างประเทศ
อินเทอร์เน็ตจึงเป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์ มีอัตราการขยายตัวอย่างรวดเร็ว จนคาดกันว่า ในอนาคต เครือข่ายอินเทอร์เน็ตจะเชื่อมโยงคนทั้งโลกเข้าด้วยกัน
เครือข่ายคอมพิวเตอร์ในประเทศไทย สามารถเชื่อมโยงได้ทุกมหาวิทยาลัย โดยมีการเชื่อมโยงเข้าสู่อินเทอร์เน็ต ที่เชื่อมโยงกันในประเทศ ซึ่งจัดการโดยหน่วยบริการอินเทอร์เน็ต หรือที่เรียกว่า ISP (Internet Service Provider) หน่วยบริการ ISP จะมีสายเชื่อมโยงไปยังต่างประเทศเข้าสู่อินเทอร์เน็ต
ในปี พ.ศ. ๒๕๓๕ เครือข่ายระหว่างมหาวิทยาลัยได้เชื่อมโยงกัน โดยมีแกนกลางคือ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่ง ชาติ และให้ชื่อเครือข่ายนี้ว่า เครือข่ายไทยสาร (THAISARN - THAI Social / Scientific, Academic and Research Network) การเชื่อมโยงภายในประเทศ ทำให้ทุกเครือข่ายย่อย สามารถเชื่อมโยงเป็นอินเทอร์เน็ตสากลได้
http://kanchanapisek.or.th/kp6/sub/book/book.php?book=25&chap=6&page=t25-6-infodetail01.html
3.
ประเภท ISP
ISP หรือ Internet Service Provider เป็นหน่วยงานที่ให้บริการเชื่อมต่อเข้ากับเครือข่ายอินเทอร์เน็ต หรือพูดอีกนัยหนึ่งคือ ทำหน้าที่เสมือนเป็นประตูเปิดการเชื่อมต่อให้บุคคลหรือองค์กรสามารถใช้งานอินเทอร์เน็ตได้ สำหรับในประเทศไทยมีหน่วยงานที่ให้บริการด้านนี้อยู่ 2 ประเภทด้วยกันคือ ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตเชิงพาณิชย์ ( Commercial ISP) และผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตสำหรับสถาบันการศึกษา การวิจัยและหน่วยงานของรัฐ (non-commercial ISP ) ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตมากกว่า 20 ราย ดังตัวอย่างในตารางต่อไปนี้
http://www.ipesp.ac.th/learning/071001/chapter6/UN6_2.html
4. การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตแบบต่างๆ
1. การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตแบบ ISDN (Integrated Services Digital Network)
ISDN เป็นบริการสื่อสารระบบดิจิตอลความเร็วสูงที่มีความเร็วตั้งแต่ 64 Kbps ถึง 2.048 Mbps สามารถรองรับการส่งสัญญาณเสียง ข้อมูล และภาพ โดยการนำมาประยุกต์ใช้งานกับอุปกรณ์สื่อสารต่างๆ เช่น อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง, โทรศัพท์ดิจิตอล, ตู้สาขาอัตโนมัติ, อุปกรณ์สำหรับการประชุมทางไกลผ่านจอภาพ, โทรศัพท์ภาพ, อุปกรณ์เชื่อมโยงเครือข่าย LAN (ISDN Router) โทรสารดิจิตอลและการใช้งานอุปกรณ์มัลติมีเดียในระบบดิจิตอลต่างๆ ฯลฯ
ประเภทของบริการ ISDN
1. บริการแบบ BAI (Basic Access Interface = 2B+D) บริการแบบนี้ ทศท. จะให้บริการโดยเดินสายตรงด้วยคู่สายทองแดงปกติ (สายทองแดง 2 เส้นเหมือนกับการให้บริการโทรศัพท์ระบบธรรมดา)
2. บริการแบบ PRI (Primary Rate Interface = 30 B+D) บริการแบบนี้เหมาะสำหรับธุรกิจขนาดใหญ่สถาบันองค์กรหน่วยงานราชการรัฐวิสาหกิจที่ต้องการช่องสัญญาณสื่อสารจำนวนมาก ทศท. จะให้บริการโดยเดินคู่สายความเร็วระดับ 2.048 Mbps ให้แก่ผู้ใช้บริการ
หลักการพิจารณาในการเลือกที่จะใช้ ISDN
• ต้องการเชื่อมต่อระบบอินเตอร์เน็ตแบบ Dial-up
• ความเร็วอยู่ที่ 128 kbps
• เหมาะกับการใช้งานลักษณะ point to point เช่น การทำ Video conference กับเลขหมาย ISDN ใดก็สามารถหมุนได้เลย
ข้อดีของ ISDN
• ค่าใช้จ่ายต่ำ
• สะดวกในการใช้งานแบบ point to point
ข้อเสียของ ISDN
• พื้นที่ให้บริการจำกัด และไม่ขยายเพิ่มจากที่มีอยู่ในปัจจุบัน
• ปัญหาสายไม่ว่าง สายหลุด
• ต้องขอสาย ISDN ใหม่
• ความเร็วทั่วไปจำกัดที่ 128K
2. การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตแบบ ADSL (Asymmetric Digital Subscriber Line)
1. บริการแบบ BAI (Basic Access Interface = 2B+D) บริการแบบนี้ ทศท. จะให้บริการโดยเดินสายตรงด้วยคู่สายทองแดงปกติ (สายทองแดง 2 เส้นเหมือนกับการให้บริการโทรศัพท์ระบบธรรมดา)
2. บริการแบบ PRI (Primary Rate Interface = 30 B+D) บริการแบบนี้เหมาะสำหรับธุรกิจขนาดใหญ่สถาบันองค์กรหน่วยงานราชการรัฐวิสาหกิจที่ต้องการช่องสัญญาณสื่อสารจำนวนมาก ทศท. จะให้บริการโดยเดินคู่สายความเร็วระดับ 2.048 Mbps ให้แก่ผู้ใช้บริการ
หลักการพิจารณาในการเลือกที่จะใช้ ISDN
• ต้องการเชื่อมต่อระบบอินเตอร์เน็ตแบบ Dial-up
• ความเร็วอยู่ที่ 128 kbps
• เหมาะกับการใช้งานลักษณะ point to point เช่น การทำ Video conference กับเลขหมาย ISDN ใดก็สามารถหมุนได้เลย
ข้อดีของ ISDN
• ค่าใช้จ่ายต่ำ
• สะดวกในการใช้งานแบบ point to point
ข้อเสียของ ISDN
• พื้นที่ให้บริการจำกัด และไม่ขยายเพิ่มจากที่มีอยู่ในปัจจุบัน
• ปัญหาสายไม่ว่าง สายหลุด
• ต้องขอสาย ISDN ใหม่
• ความเร็วทั่วไปจำกัดที่ 128K
2. การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตแบบ ADSL (Asymmetric Digital Subscriber Line)
เทคโนโลยีการสื่อสารข้อมูลความเร็วสูงบนข่ายสายทองแดงหรือคู่สายโทรศัพท์ADSLเป็นเทคโนโลยีในตระกูล xDSL โดยมีลักษณะสำคัญ คือ อัตราการรับข้อมูล (Downstream) และอัตราการส่งข้อมูล (Upstream) ไม่เท่ากัน โดยมีอัตรารับข้อมูลสูงสุดที่ 8 Mbps. และอัตราการส่งข้อมูลสูงสุดที่ 1Mbps
หลักการพิจารณาในการเลือกที่จะใช้ ADSL
• อยู่ในพื้นที่ที่ให้บริการ ระยะทางไม่เกิน 5 กม.
• มีหมายเลขโทรศัพท์ใช้งานอยู่แล้ว
• ต้องการรับ-ส่งข้อมูลด้วยความเร็วสูง
• มีการเชื่อมต่อระบบอินเตอร์เน็ตตลอดเวลา
ข้อดีของ ADSL
• ADSL มีอัตราความเร็วในการส่งข้อมูลสูงสุดที่ 1 Mbps. และ อัตราในการรับข้อมูลสูงสุดที่ 8 Mbps. ซึ่งสามารถปรับระดับความเร็วได้ตามที่ผู้ใช้งานต้องการ ดังนั้น ADSL จึงสามารถรองรับ Application ในวันนี้และในอนาคต ได้เป็นอย่างดี
• การใช้งาน ADSL จะไม่จำเป็นต้องมีการหมุนโทรศัพท์ (Dial) เหมือน Analog Modem หรือ ISDN นั่นก็หมายความว่า การใช้งาน ADSL จะไม่มีปัญหาสายไม่ว่าง เนื่องจากคู่สายที่ผู้ให้บริการเตรียมไว้ไม่เพียงพอ ปัญหาสายหลุด นอกจากนั้น การเชื่อมต่อแต่ละครั้งก็ไม่เสียค่าโทรศัพท์อีกด้วย
• ระหว่างที่ใช้งาน ADSL รับ-ส่ง ข้อมูลอยู่ สายโทรศัพท์ก็ยังสามารถใช้คุยโทรศัพท์ หรือ รับ-ส่ง แฟกซ์ ได้เป็นเป็นปกติ ซึ่งแตกต่างจาก Analog Modem ซึ่งเมื่อใช้งาน โมเด็ม สายโทรศัพท์ก็ไม่สามารถใช้งานได้
ข้อเสียของ ADSL
• พื้นที่ให้บริการจำกัด แต่ขยายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
• ส่วนใหญ่เสียค่าบริการรายเดือน แบบเหมาจ่าย
• ความเร็วขึ้นอยู่กับระยะทาง
3.การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตแบบเคเบิลโมเด็ม (Cable Modem)
เป็นการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตด้วยความเร็วสูง โดยไม่ใช้สายโทรศัพท์ แต่อาศัยเครือข่ายของผู้ให้บริการเคเบิลทีวีความเร็ว ของการใช้เคเบิลโมเด็มในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตจะทำให้ความเร็วสูงถึง 2/10 Mbps นั้น คือ ความเร็วในการอัพโหลด ที่ 2 Mbpsและความเร็วในการ ดาวน์โหลด ที่ 10 Mbps แต่ปัจจุบันยังเปิดให้บริการอยู่ที่ 64/256 Kbps
องค์ประกอบของการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตด้วยเคเบิลโมเด็ม
1. ต้องมีการเดินสายเคเบิลจากผู้ให้บริการเคเบิล มาถึงบ้าน ซึ่งเป็นสายโคแอกเชียล (Coaxial )
2. ตัวแยกสัญญาณ (Splitter) ทำหน้าที่แยกสัญญาณคอมพิวเตอร์ผ่านเคเบิลโมเด็ม
3. Cable modem ทำหน้าที่แปลงสัญญาณ
4. ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตผ่านเคเบิลโมเด็ม ในปัจจุบัน มีเพียงบริษัทเดียว คือ บริษัทเอเชียลติมีเดีย ในเครือเดียวกับบริษัทเทเลคอมเอเชีย ผู้ให้บริการ Asia Net
ประโยชน์ของการใช้ระบบเคเบิลโมเด็ม
- สามารถเข้าใช้งานอินเทอร์เน็ตได้ทันทีโดยไม่ต้องรอสัญญาณการเชื่อมต่อ
- มีความเร็วสูงกว่า 128 kbps
4.การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม (Satellite)
บริการอินเตอร์เน็ตผ่านดาวเทียม (Satellite Internet) เป็นบริการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งในปัจจุบันใช้การส่งผ่านดาวเทียมแบบทางเดียว (One way) คือ จะมีการส่งสัญญาณมายังผู้ใช้ (download) ด้วยความเร็วสูงในระดับเมกะบิตต่อวินาทีแต่การส่งสัญญาณกลับไปหรือการอัพโหลด จะทำได้โดยผ่านโทรศัพท์แบบธรรมดา ซึ่งจะได้ความเร็วที่ 56 Kbps การใช้บริการอินเตอร์เน็ตผ่านดาวเทียมอาจได้รับการรบกวนจากสภาพอากาศได้ง่าย
องค์ประกอบของการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตด้วยดาวเทียม
1. จานดาวเทียมขนาดเล็ก
2. อุปกรณ์รับสัญญาณจากดาวเทียมเพื่อแปลงเข้าสู่คอมพิวเตอร์
3. โมเด็มธรรมดา พร้อมสายโทรศัพท์ 1 คู่สาย เพื่อส่งสัญญาณกลับ (Upload)
4. ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตผ่านดาวเทียม ในปัจจุบันมีเพียงรายเดียว คือ CS Internet ในเครื่องชินคอร์ปอเรชั่น
5. IPSTAR รองรับการจัดสรรช่องสัญญาณที่ยืดหยุ่น และติดตั้งอย่างรวดเร็วในพื้นที่ให้บริการที่ครอบคลุมทั่ว ทั้งและในขณะเดียวกันก็ข้ามข้อจำกัดต่างๆของเครือข่ายภาคพื้นดิน โดยการใช้งาน IPSTAR Leased Line/Trucking เหมาะสมสำหรับการเชื่อมต่อเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ หรือใช้เป็นเครือข่ายสำรอง
การให้บริการ:
1. Mobile Trunkบริการ IPSTAR Mobile Trunk ขยายขีดความสามารถในการให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ ในพื้นที่ที่ไม่เครือข่ายภาคพื้นดินไปถึงหรือมีราคาแพง IPSTAR Mobile Trunk รองรับการให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือเช่นการใช้โทรศัพท์ในประเทศหรือโทรศัพท์ทางไกล ระบบพรีเพด / โพสเพด วอยส์เมลล์ และบริการนอน-วอยส์
2. Backup Linkการบริการในรูปแบบนี้ ได้รับการออกแบบสำหรับธุรกิจหรือองค์กร ที่ต้องการการเชื่อมต่อเครือข่าย ที่ต้องการความน่าเชื่อถือ และระบบการรักษาความปลอดภัยสูง เช่นผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต ตลาดหลักทรัพย์ ธนาคาร ทหาร และรัฐวิสาหกิจ โดยจะสามารถใช้ประโยชน์ได้ในเป็นเครือข่ายสำรอง หากระบบการเชื่อมต่อหลักประสบปัญหาจากภัยธรรมชาติ สัญญาณรบกวนในสาย ปัญหาการเชื่อมต่อภาคพื้นดินหรือปัญหาของอุปกรณ์เครือข่าย รองรับการสำรองการเชื่อมต่อและจะโอนถ่ายข้อมูลผ่านดาวเทียม IPSTAR โดยอัตโนมัติ
ประโยชน์ที่ได้รับ:
สามารถกำหนดอัตราการรับส่งข้อมูลในแต่ละจุดได้ อุปกรณ์ปลายทางไอพีสตาร์ สามารถเคลื่อนย้ายสถานที่ติดตั้งได้ง่าย หรือเปลี่ยนสถานที่ติดตั้งใหม่ได้อย่างรวดเร็ว สามารถจัดสรรช่องสัญญาณให้ใช้งานได้ทันทีในกรณีฉุกเฉิน (Bandwidth-on- Demand)
ข้อดีของเทคโนโลยีดาวเทียม
ไม่มีข้อจำกัดด้านพื้นที่ เนื่องจาก IPSTAR สามารถให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงได้ทั้งในย่านธุรกิจ ชุมชนเมือง หรือแม้เต่พื้นที่ห่างไกลที่สายโทรศัพท์เข้าไม่ถึง ในขณะที่อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงระบบอื่นๆ เช่น ADSL และ Cable Modem สามารถให้บริการได้เฉพาะพื้นที่เล็กๆ ในย่านธุรกิจสำคัญของกรุงเทพฯ เท่านั้น
• จานรับสัญญาณ ที่ใช้ ในการรับ-ส่งสัญญาณ มีขนาดเล็ก กะทัดรัด ช่วยประหยัด พื้นที่ในการติดตั้ง โดยไม่จำเป็น ต้องใช้ สายโทรศัพท์
• มีการเชื่อมต่อ อินเทอร์เน็ต แบบตลอดเวลา (Always on) โดยที่ผู้ใช้ ไม่ต้องต่อสายโทรศัพท์ ทุกครั้ง เมื่อต้องการ ใช้อินเทอร์เน็ต
ข้อเสียของเทคโนโลยีดาวเทียม
• ค่าใช้จ่ายในการติดตั้งสูง
• ต้องมีอุปกรณ์ที่รองรับกับเทคโนโลยีดาวเทียม
• การติดตั้งอุปกรณ์ค่อนข้างยุ่งยาก
• การใช้งานขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ
5.การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตแบบวงจรเช่า (Leased Line)
อินเทอร์เน็ตบนบริการวงจรเช่า หรือ บริการเส้นทางการสื่อสารส่วนตัว ผ่านใยแก้วนำแสงดิจิตอล ด้วยอัตราเร็วคงที่ สามารถรับส่งข้อมูลที่มีขนาดใหญ่ และมีการเชื่อมต่ออยู่ตลอดเวลาระหว่าง Point to Point เป็นเทคโนโลยีที่มีความเสถียรและความปลอดภัยของข้อมูลสูง ซึ่งมีความเร็วให้เลือกตั้งแต่64 Kbps ถึง 2 Mbps และหากต้องการใช้บริการที่มีความเสถียรภาพเทียบเท่า Leased Line แต่สามารถเชื่อมต่อเครือข่ายที่มากกว่า 2 เครือข่ายหรือ Point to Multipoint Corporate Leased Line (อินเตอร์เน็ตความเร็วสูงแบบวงจรเช่า) คืออะไร
Leased Line เป็นเครือข่ายส่วนบุคคลให้บริการอินเทอร์เน็ต ที่มีประสิทธิภาพสูงสำหรับองค์กร หรือหน่วยงานที่ต้องการความเสถียร ในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตตลอด 24 ชม. และยังเลือกระดับความเร็วของการรับ-ส่งข้อมูลได้ตามความต้องการ ปริมาณข้อมูลที่รับ-ส่งไม่มีจำกัดปริมาณ อีกทั้งพื้นที่ให้บริการยังครอบคลุมทั่วประเทศอีกด้วย ทำให้ได้รับความสะดวกในการบริหารข้อมูลขององค์กร, จัดการระบบในองค์กรได้อย่าง เต็มประสิทธิภาพ และให้พนักงานสามารถเข้ามาทำงานเมื่ออยู่ภายนอกองค์กรได้ โดยเตรียมแค่โมเด็ม และอุปกรณ์ประเภท Access Server หรือ Terminal Server รองรับการส่งข้อมูลผ่านคู่สายโทรศัพท์ ทำให้บริหารงาน ได้แม้ติดต่องาน อยู่ภายนอก นี้เป็นคุณสมบัติเบื้องต้นของ Leased Line ที่เป็นบริการคุณภาพจาก CS Loxinfo นอกจากนี้ บริการ Leased Line ยังมีบริการเสริมที่ช่วยให้การบริหารจัดการระบบขององค์กร คุณสะดวกขึ้น ทั้งด้าน Security และ Managed Server เป็นต้น การบริการของ CSLoxinfo จะมีทีมงานมืออาชีพให้คำปรึกษา และขอแนะนำ กับองค์กรของคุณตลอดเวลา
ทำไมต้อง Corporate Leased Line
1.องค์กรหรือหน่วยงานต้องการใช้งานอินเทอร์เน็ตที่มีการเชื่อมต่อตลอดเวลา 24 ชม.
2.มีความต้องการใช้รับ-ส่งข้อมูลโดยไม่จำกัดปริมาณ
3.สามารถกำหนดความเร็วในการใช้งานในองค์กร หรือหน่วยงานได้ ประสิทธิภาพของอินเทอร์เน็ตที่มีความเสถียรสูง
4.ต้องการควบคุมการใช้งานแบบ Server Domestics และแบบ Server International เครือข่ายครอบคลุมทั่วทั้งประเทศและอุปกรณ์ที่ได้มาตรฐานไม่ต้องรอโทรศัพท์ในการเชื่อมต่อเข้าสู่อินเทอร์เน็ต จึงสะดวกมากขึ้น
5.สามารถบริหาร Website และ Email ได้เอง สะดวกในการจัดการและควบคุมควบคุมรายจ่ายต่อเดือนได้ เพราะเป็นระบบที่จ่ายค่าบริการคงที่ทุกๆ เดือน และไม่ต้องสิ้นเปลืองค่าโทรศัพท์อีกด้วยบริการเสริมที่ให้เลือกมากมาย เช่น Mail Backup, Managed Service, Anti-Spam เป็นต้น
Corporate Leased Line เหมาะสำหรับใครบ้าง
Corporate Leased Line เหมาะกับ บริษัท, หน่วยงานราชการ, หรือองค์กรต่าง ๆ ที่จำเป็นใช้ อินเทอร์เน็ต ที่มีคุณภาพสูงในการทำงาน สำคัญ เช่น
1. มีงานสำคัญที่ต้องอาศัยการรับส่งอีเมล์ เว็บ หรือรับส่งข้อมูลผ่านอินเทอร์เน็ต
2. มีเซิร์ฟเวอร์ในองค์กรเชื่อมต่อกับ อินเทอร์เน็ต เช่น เมล์หรือเว็บเซิร์ฟเวอร์
3. มีคอมพิวเตอร์จำนวนมากเชื่อมต่อ อินเทอร์เน็ต
ข้อดี คือ เราจะมีเครื่องเซิร์ฟเวอร์อยู่ในสถานที่เดียวกับเรา ทำให้จัดการได้ง่ายและเรายังสามารถใช้ประโยชน์จากสาย Leased Line เพื่อเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นในองค์กรของเรากับอินเทอร์เน็ตตลอด 24 ชั่วโมง
ข้อเสีย คือ ต้องแบกรับภาระด้านเทคนิคในการจัดการดูแลอุปกรณ์ต่างๆ ซึ่งจำเป็นต้องใช้บุคลากรที่เชี่ยวชาญ
• อยู่ในพื้นที่ที่ให้บริการ ระยะทางไม่เกิน 5 กม.
• มีหมายเลขโทรศัพท์ใช้งานอยู่แล้ว
• ต้องการรับ-ส่งข้อมูลด้วยความเร็วสูง
• มีการเชื่อมต่อระบบอินเตอร์เน็ตตลอดเวลา
ข้อดีของ ADSL
• ADSL มีอัตราความเร็วในการส่งข้อมูลสูงสุดที่ 1 Mbps. และ อัตราในการรับข้อมูลสูงสุดที่ 8 Mbps. ซึ่งสามารถปรับระดับความเร็วได้ตามที่ผู้ใช้งานต้องการ ดังนั้น ADSL จึงสามารถรองรับ Application ในวันนี้และในอนาคต ได้เป็นอย่างดี
• การใช้งาน ADSL จะไม่จำเป็นต้องมีการหมุนโทรศัพท์ (Dial) เหมือน Analog Modem หรือ ISDN นั่นก็หมายความว่า การใช้งาน ADSL จะไม่มีปัญหาสายไม่ว่าง เนื่องจากคู่สายที่ผู้ให้บริการเตรียมไว้ไม่เพียงพอ ปัญหาสายหลุด นอกจากนั้น การเชื่อมต่อแต่ละครั้งก็ไม่เสียค่าโทรศัพท์อีกด้วย
• ระหว่างที่ใช้งาน ADSL รับ-ส่ง ข้อมูลอยู่ สายโทรศัพท์ก็ยังสามารถใช้คุยโทรศัพท์ หรือ รับ-ส่ง แฟกซ์ ได้เป็นเป็นปกติ ซึ่งแตกต่างจาก Analog Modem ซึ่งเมื่อใช้งาน โมเด็ม สายโทรศัพท์ก็ไม่สามารถใช้งานได้
ข้อเสียของ ADSL
• พื้นที่ให้บริการจำกัด แต่ขยายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
• ส่วนใหญ่เสียค่าบริการรายเดือน แบบเหมาจ่าย
• ความเร็วขึ้นอยู่กับระยะทาง
3.การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตแบบเคเบิลโมเด็ม (Cable Modem)
เป็นการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตด้วยความเร็วสูง โดยไม่ใช้สายโทรศัพท์ แต่อาศัยเครือข่ายของผู้ให้บริการเคเบิลทีวีความเร็ว ของการใช้เคเบิลโมเด็มในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตจะทำให้ความเร็วสูงถึง 2/10 Mbps นั้น คือ ความเร็วในการอัพโหลด ที่ 2 Mbpsและความเร็วในการ ดาวน์โหลด ที่ 10 Mbps แต่ปัจจุบันยังเปิดให้บริการอยู่ที่ 64/256 Kbps
องค์ประกอบของการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตด้วยเคเบิลโมเด็ม
1. ต้องมีการเดินสายเคเบิลจากผู้ให้บริการเคเบิล มาถึงบ้าน ซึ่งเป็นสายโคแอกเชียล (Coaxial )
2. ตัวแยกสัญญาณ (Splitter) ทำหน้าที่แยกสัญญาณคอมพิวเตอร์ผ่านเคเบิลโมเด็ม
3. Cable modem ทำหน้าที่แปลงสัญญาณ
4. ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตผ่านเคเบิลโมเด็ม ในปัจจุบัน มีเพียงบริษัทเดียว คือ บริษัทเอเชียลติมีเดีย ในเครือเดียวกับบริษัทเทเลคอมเอเชีย ผู้ให้บริการ Asia Net
ประโยชน์ของการใช้ระบบเคเบิลโมเด็ม
- สามารถเข้าใช้งานอินเทอร์เน็ตได้ทันทีโดยไม่ต้องรอสัญญาณการเชื่อมต่อ
- มีความเร็วสูงกว่า 128 kbps
4.การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม (Satellite)
บริการอินเตอร์เน็ตผ่านดาวเทียม (Satellite Internet) เป็นบริการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งในปัจจุบันใช้การส่งผ่านดาวเทียมแบบทางเดียว (One way) คือ จะมีการส่งสัญญาณมายังผู้ใช้ (download) ด้วยความเร็วสูงในระดับเมกะบิตต่อวินาทีแต่การส่งสัญญาณกลับไปหรือการอัพโหลด จะทำได้โดยผ่านโทรศัพท์แบบธรรมดา ซึ่งจะได้ความเร็วที่ 56 Kbps การใช้บริการอินเตอร์เน็ตผ่านดาวเทียมอาจได้รับการรบกวนจากสภาพอากาศได้ง่าย
องค์ประกอบของการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตด้วยดาวเทียม
1. จานดาวเทียมขนาดเล็ก
2. อุปกรณ์รับสัญญาณจากดาวเทียมเพื่อแปลงเข้าสู่คอมพิวเตอร์
3. โมเด็มธรรมดา พร้อมสายโทรศัพท์ 1 คู่สาย เพื่อส่งสัญญาณกลับ (Upload)
4. ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตผ่านดาวเทียม ในปัจจุบันมีเพียงรายเดียว คือ CS Internet ในเครื่องชินคอร์ปอเรชั่น
5. IPSTAR รองรับการจัดสรรช่องสัญญาณที่ยืดหยุ่น และติดตั้งอย่างรวดเร็วในพื้นที่ให้บริการที่ครอบคลุมทั่ว ทั้งและในขณะเดียวกันก็ข้ามข้อจำกัดต่างๆของเครือข่ายภาคพื้นดิน โดยการใช้งาน IPSTAR Leased Line/Trucking เหมาะสมสำหรับการเชื่อมต่อเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ หรือใช้เป็นเครือข่ายสำรอง
การให้บริการ:
1. Mobile Trunkบริการ IPSTAR Mobile Trunk ขยายขีดความสามารถในการให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ ในพื้นที่ที่ไม่เครือข่ายภาคพื้นดินไปถึงหรือมีราคาแพง IPSTAR Mobile Trunk รองรับการให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือเช่นการใช้โทรศัพท์ในประเทศหรือโทรศัพท์ทางไกล ระบบพรีเพด / โพสเพด วอยส์เมลล์ และบริการนอน-วอยส์
2. Backup Linkการบริการในรูปแบบนี้ ได้รับการออกแบบสำหรับธุรกิจหรือองค์กร ที่ต้องการการเชื่อมต่อเครือข่าย ที่ต้องการความน่าเชื่อถือ และระบบการรักษาความปลอดภัยสูง เช่นผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต ตลาดหลักทรัพย์ ธนาคาร ทหาร และรัฐวิสาหกิจ โดยจะสามารถใช้ประโยชน์ได้ในเป็นเครือข่ายสำรอง หากระบบการเชื่อมต่อหลักประสบปัญหาจากภัยธรรมชาติ สัญญาณรบกวนในสาย ปัญหาการเชื่อมต่อภาคพื้นดินหรือปัญหาของอุปกรณ์เครือข่าย รองรับการสำรองการเชื่อมต่อและจะโอนถ่ายข้อมูลผ่านดาวเทียม IPSTAR โดยอัตโนมัติ
ประโยชน์ที่ได้รับ:
สามารถกำหนดอัตราการรับส่งข้อมูลในแต่ละจุดได้ อุปกรณ์ปลายทางไอพีสตาร์ สามารถเคลื่อนย้ายสถานที่ติดตั้งได้ง่าย หรือเปลี่ยนสถานที่ติดตั้งใหม่ได้อย่างรวดเร็ว สามารถจัดสรรช่องสัญญาณให้ใช้งานได้ทันทีในกรณีฉุกเฉิน (Bandwidth-on- Demand)
ข้อดีของเทคโนโลยีดาวเทียม
ไม่มีข้อจำกัดด้านพื้นที่ เนื่องจาก IPSTAR สามารถให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงได้ทั้งในย่านธุรกิจ ชุมชนเมือง หรือแม้เต่พื้นที่ห่างไกลที่สายโทรศัพท์เข้าไม่ถึง ในขณะที่อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงระบบอื่นๆ เช่น ADSL และ Cable Modem สามารถให้บริการได้เฉพาะพื้นที่เล็กๆ ในย่านธุรกิจสำคัญของกรุงเทพฯ เท่านั้น
• จานรับสัญญาณ ที่ใช้ ในการรับ-ส่งสัญญาณ มีขนาดเล็ก กะทัดรัด ช่วยประหยัด พื้นที่ในการติดตั้ง โดยไม่จำเป็น ต้องใช้ สายโทรศัพท์
• มีการเชื่อมต่อ อินเทอร์เน็ต แบบตลอดเวลา (Always on) โดยที่ผู้ใช้ ไม่ต้องต่อสายโทรศัพท์ ทุกครั้ง เมื่อต้องการ ใช้อินเทอร์เน็ต
ข้อเสียของเทคโนโลยีดาวเทียม
• ค่าใช้จ่ายในการติดตั้งสูง
• ต้องมีอุปกรณ์ที่รองรับกับเทคโนโลยีดาวเทียม
• การติดตั้งอุปกรณ์ค่อนข้างยุ่งยาก
• การใช้งานขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ
5.การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตแบบวงจรเช่า (Leased Line)
อินเทอร์เน็ตบนบริการวงจรเช่า หรือ บริการเส้นทางการสื่อสารส่วนตัว ผ่านใยแก้วนำแสงดิจิตอล ด้วยอัตราเร็วคงที่ สามารถรับส่งข้อมูลที่มีขนาดใหญ่ และมีการเชื่อมต่ออยู่ตลอดเวลาระหว่าง Point to Point เป็นเทคโนโลยีที่มีความเสถียรและความปลอดภัยของข้อมูลสูง ซึ่งมีความเร็วให้เลือกตั้งแต่64 Kbps ถึง 2 Mbps และหากต้องการใช้บริการที่มีความเสถียรภาพเทียบเท่า Leased Line แต่สามารถเชื่อมต่อเครือข่ายที่มากกว่า 2 เครือข่ายหรือ Point to Multipoint Corporate Leased Line (อินเตอร์เน็ตความเร็วสูงแบบวงจรเช่า) คืออะไร
Leased Line เป็นเครือข่ายส่วนบุคคลให้บริการอินเทอร์เน็ต ที่มีประสิทธิภาพสูงสำหรับองค์กร หรือหน่วยงานที่ต้องการความเสถียร ในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตตลอด 24 ชม. และยังเลือกระดับความเร็วของการรับ-ส่งข้อมูลได้ตามความต้องการ ปริมาณข้อมูลที่รับ-ส่งไม่มีจำกัดปริมาณ อีกทั้งพื้นที่ให้บริการยังครอบคลุมทั่วประเทศอีกด้วย ทำให้ได้รับความสะดวกในการบริหารข้อมูลขององค์กร, จัดการระบบในองค์กรได้อย่าง เต็มประสิทธิภาพ และให้พนักงานสามารถเข้ามาทำงานเมื่ออยู่ภายนอกองค์กรได้ โดยเตรียมแค่โมเด็ม และอุปกรณ์ประเภท Access Server หรือ Terminal Server รองรับการส่งข้อมูลผ่านคู่สายโทรศัพท์ ทำให้บริหารงาน ได้แม้ติดต่องาน อยู่ภายนอก นี้เป็นคุณสมบัติเบื้องต้นของ Leased Line ที่เป็นบริการคุณภาพจาก CS Loxinfo นอกจากนี้ บริการ Leased Line ยังมีบริการเสริมที่ช่วยให้การบริหารจัดการระบบขององค์กร คุณสะดวกขึ้น ทั้งด้าน Security และ Managed Server เป็นต้น การบริการของ CSLoxinfo จะมีทีมงานมืออาชีพให้คำปรึกษา และขอแนะนำ กับองค์กรของคุณตลอดเวลา
ทำไมต้อง Corporate Leased Line
1.องค์กรหรือหน่วยงานต้องการใช้งานอินเทอร์เน็ตที่มีการเชื่อมต่อตลอดเวลา 24 ชม.
2.มีความต้องการใช้รับ-ส่งข้อมูลโดยไม่จำกัดปริมาณ
3.สามารถกำหนดความเร็วในการใช้งานในองค์กร หรือหน่วยงานได้ ประสิทธิภาพของอินเทอร์เน็ตที่มีความเสถียรสูง
4.ต้องการควบคุมการใช้งานแบบ Server Domestics และแบบ Server International เครือข่ายครอบคลุมทั่วทั้งประเทศและอุปกรณ์ที่ได้มาตรฐานไม่ต้องรอโทรศัพท์ในการเชื่อมต่อเข้าสู่อินเทอร์เน็ต จึงสะดวกมากขึ้น
5.สามารถบริหาร Website และ Email ได้เอง สะดวกในการจัดการและควบคุมควบคุมรายจ่ายต่อเดือนได้ เพราะเป็นระบบที่จ่ายค่าบริการคงที่ทุกๆ เดือน และไม่ต้องสิ้นเปลืองค่าโทรศัพท์อีกด้วยบริการเสริมที่ให้เลือกมากมาย เช่น Mail Backup, Managed Service, Anti-Spam เป็นต้น
Corporate Leased Line เหมาะสำหรับใครบ้าง
Corporate Leased Line เหมาะกับ บริษัท, หน่วยงานราชการ, หรือองค์กรต่าง ๆ ที่จำเป็นใช้ อินเทอร์เน็ต ที่มีคุณภาพสูงในการทำงาน สำคัญ เช่น
1. มีงานสำคัญที่ต้องอาศัยการรับส่งอีเมล์ เว็บ หรือรับส่งข้อมูลผ่านอินเทอร์เน็ต
2. มีเซิร์ฟเวอร์ในองค์กรเชื่อมต่อกับ อินเทอร์เน็ต เช่น เมล์หรือเว็บเซิร์ฟเวอร์
3. มีคอมพิวเตอร์จำนวนมากเชื่อมต่อ อินเทอร์เน็ต
ข้อดี คือ เราจะมีเครื่องเซิร์ฟเวอร์อยู่ในสถานที่เดียวกับเรา ทำให้จัดการได้ง่ายและเรายังสามารถใช้ประโยชน์จากสาย Leased Line เพื่อเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นในองค์กรของเรากับอินเทอร์เน็ตตลอด 24 ชั่วโมง
ข้อเสีย คือ ต้องแบกรับภาระด้านเทคนิคในการจัดการดูแลอุปกรณ์ต่างๆ ซึ่งจำเป็นต้องใช้บุคลากรที่เชี่ยวชาญ
http://wwwannok.blogspot.com/2009/12/1.html
5. Protocol
โปรโตคอล คือ ข้อกำหนดหรือข้อตกลงในการสื่อสารระหว่างคอมพิวเตอร์ หรือภาษาสื่อสารที่ใช้เป็น ภาษากลางในการสื่อสารระหว่างคอมพิวเตอร์ด้วยกัน การที่เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ถูกเชื่อมโยงกันไว้ในระบบจะสามารถติดต่อสื่อสารกันได้นั้น จำเป็นจะต้องมีการสื่อสารที่เรียกว่า โปรโตคอล (Protocol) เช่นเดียวกับคนเราที่ต้องมีภาษาพูดเพื่อให้สื่อสารเข้าใจกันได้
โปรโตคอลช่วยให้ระบบคอมพิวเตอร์สองระบบ ที่แตกต่างกันสามารถสื่อสารกันอย่างเข้าใจได้ คือข้อตกลงที่กำหนดเกี่ยว กับการสื่อสารระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ต่างๆ ทั้งวิธีการส่งและรับข้อมูล วิธีการตรวจสอบข้อผิดพลาดของการส่งและรับข้อมูล การแสดงผลข้อมูลเมื่อส่งและรับกันระหว่างเครื่องสองเครื่อง ดังนั้นจะเห็นได้ว่าโปรโตคอลมีความสำคัญมากในการสื่อสารบนเครือข่าย หากไม่มีโปรโตคอลแล้ว การสื่อสารบนเครือข่ายจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้
โปรโตคอลช่วยให้ระบบคอมพิวเตอร์สองระบบ ที่แตกต่างกันสามารถสื่อสารกันอย่างเข้าใจได้ คือข้อตกลงที่กำหนดเกี่ยว กับการสื่อสารระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ต่างๆ ทั้งวิธีการส่งและรับข้อมูล วิธีการตรวจสอบข้อผิดพลาดของการส่งและรับข้อมูล การแสดงผลข้อมูลเมื่อส่งและรับกันระหว่างเครื่องสองเครื่อง ดังนั้นจะเห็นได้ว่าโปรโตคอลมีความสำคัญมากในการสื่อสารบนเครือข่าย หากไม่มีโปรโตคอลแล้ว การสื่อสารบนเครือข่ายจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้
http://www.mindphp.com/%E0%B8%84%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD/73-%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%A3/2044-protocol-%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%A3.html
6.
วิธีการรับส่ง
e-Mail
การรับ-ส่งอีเมล หมายถึง การติดต่อสื่อสารด้วยตัวหนังสือแบบใหม่ แทนจดหมายบนกระดาษ แต่ใช้วิธีการส่งข้อความ ในรูปของสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ จากเครื่องคอมพิวเตอร์หนึ่งไปยังผู้รับอีกเครื่องหนึ่ง ปัจจุบันอีเมล หรือไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ เป็นบริการอินเทอร์เน็ตที่ผู้มีคนนิยมใช้มากที่สุด เพราะสามารถติดต่อรับส่ง ข้อมูลระหว่างกันได้อย่างรวดเร็ว
เรามาเรียนรู้ตั้งแต่การลงชื่อเข้าใช้ เพื่อเข้าไปยังอีเมล์ของเราเองนะครับ
1. เริ่มโดยการให้ไปที่ URL ของ hotmail http://www.hotmail.com/ จากนั้นจะได้หน้าของ hotmail
1. เริ่มโดยการให้ไปที่ URL ของ hotmail http://www.hotmail.com/ จากนั้นจะได้หน้าของ hotmail
- Windows Live ID: ให้พิมพ์ชื่ออีเมลเราลงไป
- รหัสผ่าน: ใส่รหัสผ่านแล้วคลิก ลงชื่อเข้าใช้
การรับจดหมาย
เมื่อกรอก e-mail address และรหัสผ่าน ถูกต้องแล้วจะเข้าไปที่หน้าเพจ ดังภาพ
ให้คลิกที่ ไปที่กล่องขาเข้า
ให้คลิกที่ ไปที่กล่องขาเข้า
การรับจดหมาย (Check Mail)
อีเมล ที่ส่งเข้ามาในกล่องขาเข้าจะเรียงตามวันที่ก่อนหลังที่อีเมล มาถึง ถ้าต้องการเปิดอ่าน ให้คลิกที่ชื่อผู้ส่งก็เข้าไปอ่านอีเมลได้
อีเมล ที่ยังไม่ได้เปิดอ่าน
อีเมล ที่เปิดอ่านแล้ว
อีเมล ที่ส่งเข้ามาในกล่องขาเข้าจะเรียงตามวันที่ก่อนหลังที่อีเมล มาถึง ถ้าต้องการเปิดอ่าน ให้คลิกที่ชื่อผู้ส่งก็เข้าไปอ่านอีเมลได้
การส่งจดหมาย
เมื่อเข้าสู่ระบบ hotmail ได้เรียบร้อยแล้วการส่งอีเมล มีขั้นตอนดังนี้
เมื่อเข้าสู่ระบบ hotmail ได้เรียบร้อยแล้วการส่งอีเมล มีขั้นตอนดังนี้
- คลิกที่ ส่งอีเมล
- คลิก ส่ง จะมีข้อความตอบรับว่า ส่งข้อความของคุณแล้วได้ส่งอีเมลแล้ว
จากนั้นจะได้กรอบสำหรับพิมพ์อีเมล ภายในกรอบมีความหมายดังนี้
ช่อง ถึง : สำหรับกรอก e-Mail Address ของบุคคลที่ต้องการจะส่งไป
ช่อง ชื่อเรื่อง : สำหรับ กำหนดหัวข้อจดหมาย
สิ่งที่แนบมา สำหรับแนบไฟล์ ไปกับจดหมาย
กล่องข้อความ สำหรับพิมพ์ข้อความ
ช่อง ชื่อเรื่อง : สำหรับ กำหนดหัวข้อจดหมาย
สิ่งที่แนบมา สำหรับแนบไฟล์ ไปกับจดหมาย
กล่องข้อความ สำหรับพิมพ์ข้อความ
http://www.upload.khukhan.ac.th/sende-mail.html
7.
เครือข่ายสังคมออนไลน์
เฟซบุ๊ก (อังกฤษ: Facebook)
| คือ เว็บไซต์เครือข่ายสังคม (Social Networking Website) สำหรับติดต่อแลกข้อมูลข่าวสารระหว่างสมาชิก เปิดให้ใช้งานเมื่อ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2547 โดย มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด ในช่วงแรกนั้นเฟซบุ๊กเปิดให้ใช้งานเฉพาะในกลุ่มนักศึกษาของมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด ซึ่งต่อมาได้ขยายออกไปยังมหาวิทยาลัยทั่วสหรัฐอเมริกา และเปิดให้ขยายไปถึงผู้ใช้ทั่วไปตั้งแต่ 11 กันยายน พ.ศ. 2549 สำหรับชื่อเฟซบุ๊กนั้นมาจากชื่อเรียก "เฟซบุ๊ก" ที่จะเป็นหนังสือแจกสำหรับนักศึกษาในช่วงเริ่มเรียนปีแรก ซึ่งมีภาพและชื่อของเพื่อนที่เรียนด้วยกัน มีไว้สำหรับจดจำชื่อคนอื่น จึงเป็นที่มีของชื่อโดเมน facebook.com วันที่ 28 มกราคม 2555 พบข้อมูลจาก socialbakers.com ว่าประเทศไทยมีผู้ใช้ Facebook จำนวนประมาณ 13,686,960 คน เป็นประเทศอันดับที่ 16 ของทั่วโลก ช่วงอายุ 18 - 24 มีมากที่สุดคือ 34% และ ช่วงอายุ 25 - 34 มีรองลงมาคือ 29% ซึ่งสองกลุ่มนี้รวมกันได้ถึง 63% ของทั้งหมด และข้อมูลจาก 213 ประเทศพบว่า อเมริกาเป็นอันดับหนึ่งมี 155,701,780 คน จากทั้งหมดประมาณ 800 ล้านคน |
http://www.thaiall.com/facebook/
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น